Gig Economy โต งานเสริมเพียบ! แต่คำถามคือ “ทำไมปัจจุบันงานเดียวถึงไม่พอกิน?”
เลิกงาน 5 โมง ไม่ได้แปลว่าวันทำงานจบ! เพราะหลังเลิกงานอาจต้องออกไปส่งอาหาร รับฟรีแลนซ์หรือขายของออนไลน์ เมื่อ “งานเสริม” กำลังจะเปลี่ยนจากทางเลือก เริ่มกลายเป็นรายได้ที่ขาดไม่ได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ Gig Economy โตแค่ไหน แต่คือ ทำไม? คนจำนวนมากต้องมีหลายงานเพื่อประคองชีวิตให้พอกินพอใช้
ลองนึกภาพว่า เลิกงานประจำตอน 5 โมงเย็น พอ 6 โมงก็ออกไปส่งอาหาร เสาร์-อาทิตย์รับงาน Freelance หรือการรับจ้างเป็นงาน ๆ ไป หรือขายของออนไลน์ คุณอาจมีงานหลักเพียงงานเดียว แต่มีรายได้มากกว่าหนึ่งทาง
สำหรับบางคน นี่คือ “ทางเลือก” เพราะอยากมีรายได้เพิ่ม แต่สำหรับบางคน มันอาจกำลังกลายเป็น “ความจำเป็น” เพราะรายได้จากงานหลักเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอกับค่าครองชีพ
นี่คืออีกด้านของ Gig Economy หรือรูปแบบตลาดแรงงานที่คนรับงานเป็นครั้ง ๆ หรือเป็นงานระยะสั้น ซึ่งเทคโนโลยีเข้ามาทำให้การหางานระยะสั้น งานเป็นครั้งคราว และงานแบบ Project-based หรือการรับงานเป็นโครงการ ๆ ทำได้ง่ายขึ้น
จน Gig Economy กลายเป็นส่วนหนึ่งของตลาดแรงงานมากกว่าจะเป็นเพียงงานเสริม
เทคโนโลยีไม่ได้สร้าง Gig Work แต่มันทำให้โตเร็วขึ้น
งานระยะสั้นหรืองานเป็นครั้งคราวมีมานานแล้ว แต่สมาร์ทโฟน ระบบชำระเงินดิจิทัล และแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้แรงงานกับลูกค้าหากันเจอได้ง่ายขึ้นอย่างมาก
ดังนั้น ร้านอาหารไม่จำเป็นต้องมีพนักงานส่งของของตัวเอง Startup หรือธุรกิจที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น สามารถจ้างโปรแกรมเมอร์ เฉพาะบางโปรเจกต์ได้
ขณะที่ ฟรีแลนซ์ในไทยก็สามารถรับงานจากลูกค้าอีกซีกโลกได้ พูดง่าย ๆ คือ เทคโนโลยีช่วยลดต้นทุนและขั้นตอนในการ “จับคู่” คนที่ต้องการงานกับคนที่ต้องการแรงงานลงอย่างมาก
ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Transaction Cost หรือต้นทุนที่เกิดขึ้นระหว่างการทำธุรกรรม เช่น ต้นทุนในการค้นหาคนทำงาน การหาลูกค้า การติดต่อ และการตกลงจ้างงาน ดังนั้น เมื่อ Transaction Cost ต่ำลง ตลาดแรงงานที่เคยกระจัดกระจายก็สามารถขยายตัวได้เร็วขึ้น
สอดคล้องกับข้อมูลจาก World Bank ที่ประเมินว่า Online Gig Work หรืองาน Gig ที่หางานและทำงานผ่านระบบออนไลน์ อาจมีแรงงานเกี่ยวข้องทั่วโลกราว 154–435 ล้านคน หรือประมาณ 4.4–12.5% ของกำลังแรงงานโลก
แม้ช่วงของตัวเลขจะค่อนข้างกว้าง เพราะ Gig Work เป็นตลาดที่วัดได้ยาก แต่ขนาดโดยประมาณก็มากพอที่จะบอกว่า งานรูปแบบนี้ไม่ได้อยู่ชายขอบของตลาดแรงงานอีกต่อไป
รายได้เสริม เป็นทั้งโอกาสและ “เงินกันชน”
ข้อดีของ Gig Work เห็นได้ค่อนข้างชัด เช่น นักศึกษาสามารถทำงานนอกเวลาเรียน พ่อแม่เลือกเวลาทำงานให้เหมาะกับครอบครัว หรือพนักงานประจำใช้เวลาหลังเลิกงานสร้างรายได้เพิ่ม
ในมุมนี้ Gig Work ช่วยให้คนเปลี่ยน “เวลาว่าง” หรือทักษะที่มีอยู่ให้กลายเป็นรายได้
และยังทำหน้าที่เป็น Income Buffer หรือเงินสำรองที่ช่วยรองรับรายได้หลักในช่วงที่เกิดความไม่แน่นอน เช่น เมื่อรายได้จากงานหลักลดลง หรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
พูดง่าย ๆ คือ รายได้จาก Gig Work อาจทำหน้าที่เป็น “เบาะรองรับ” ทางการเงิน ช่วยให้คนมีเงินอีกก้อนเข้ามาในช่วงที่รายได้หลักไม่เพียงพอ
แต่มีเส้นแบ่งระหว่าง “เลือกทำงานเพิ่ม” กับ “จำเป็นต้องทำงานเพิ่ม”
นี่อาจเป็นคำถามสำคัญที่สุดของ Gig Economy หากคนจำนวนมากต้องมีงานที่สองหรือสามเพื่อจ่ายค่าเช่า ค่าอาหาร หรือภาระหนี้ การเพิ่มขึ้นของ Gig Work ก็อาจไม่ได้เกิดจากความต้องการความยืดหยุ่นเพียงอย่างเดียว
แต่อาจเกี่ยวข้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มเร็วกว่ารายได้จากงานหลักด้วย ดังนั้น ตัวเลข Gig Worker หรือคนที่ทำงานในรูปแบบ Gig ที่เพิ่มขึ้น จึงควรถูกมองควบคู่กับคำถามว่า
คนทำงานเพิ่ม เพราะอยากมีรายได้มากขึ้น หรือเพราะรายได้จากงานเดียวไม่เพียงพอ?
ธุรกิจยืดหยุ่นขึ้น แล้วความเสี่ยงไปอยู่ที่ใคร?
สำหรับธุรกิจ Gig Economy มีข้อได้เปรียบสำคัญ คือ เมื่อความต้องการเพิ่ม ก็สามารถเพิ่มแรงงานได้ เมื่อความต้องการลด ก็ลดต้นทุนลงได้โดยไม่ต้องรักษากำลังคนไว้เท่าเดิม
Gig Work จึงช่วยให้ต้นทุนแรงงานบางส่วนเปลี่ยนจาก Fixed Cost หรือต้นทุนคงที่ที่ธุรกิจต้องจ่ายแม้ปริมาณงานจะเปลี่ยนแปลง ไปมีลักษณะเป็น Variable Cost หรือต้นทุนที่เพิ่มหรือลดตามปริมาณงาน
ทำให้ต้นทุนของธุรกิจมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และสามารถปรับตัวตามภาวะตลาดได้เร็วกว่าเดิม
แต่ความไม่แน่นอนไม่ได้หายไปจากระบบ แต่เปลี่ยนไปว่า ใครเป็นคนรับความเสี่ยง
- พนักงานประจำได้รับค่าจ้างค่อนข้างแน่นอน แม้วันนั้นลูกค้าจะมากหรือน้อย
- แต่รายได้ของ Gig Worker อาจขึ้นอยู่กับจำนวนลูกค้า ชั่วโมงทำงาน ช่วงเวลา สภาพอากาศ หรือแม้แต่ Algorithm หรือระบบคำนวณและตัดสินใจของแพลตฟอร์ม
แรงงานจึงได้ความยืดหยุ่นในการเลือกเวลาทำงาน แลกกับความแน่นอนของรายได้ที่ลดลง และเมื่อรายได้ผันผวน สิ่งที่ตามมาไม่ได้มีเพียงเรื่องค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน แต่ยังรวมถึงความสามารถในการออม การวางแผนเกษียณ และการเข้าถึงสินเชื่อ
ขณะเดียวกัน Gig Worker จำนวนมากยังต้องจัดการเรื่องประกันสังคม การลาป่วย ความคุ้มครองจากอุบัติเหตุ และเงินออมเพื่อเกษียณด้วยตัวเอง
คำถามจึงไม่ได้มีแค่ “วันนี้หาเงินได้เท่าไร?” แต่ยังรวมถึง “ถ้าพรุ่งนี้ทำงานไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้น?”
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความเสี่ยงที่พนักงานประจำบางส่วนเคยแชร์กับนายจ้าง
แต่...สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้ใหญ่กว่าที่คิด
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า แรงงานมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีงานทำในไทยอยู่ใน Informal Employment หรือการจ้างงานนอกระบบ
แน่นอนว่าแรงงานนอกระบบไม่ได้เท่ากับ Gig Worker เพราะแรงงานนอกระบบมีหลายรูปแบบ และไม่ได้หมายความว่าทุกคนทำงานผ่านแพลตฟอร์ม แต่ตัวเลขนี้มีความสำคัญ เพราะหมายความว่าไทยมีแรงงานจำนวนมากที่อยู่นอกโครงสร้างการจ้างงานแบบมาตรฐานอยู่ก่อนแล้ว
เมื่อ Digital Platform หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ใช้เชื่อมต่อผู้ให้บริการกับลูกค้า เข้ามา มอเตอร์ไซค์รับจ้างสามารถเข้าถึงลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ร้านอาหารขนาดเล็กขายอาหารผ่านเดลิเวอรี หรือฟรีแลนซ์สามารถหางานได้ไกลกว่าพื้นที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่
ทั้งหมดนี้คือโอกาสทางเศรษฐกิจ เพราะสำหรับหลายครัวเรือน รายได้เพิ่มเพียงไม่กี่ร้อยบาทต่อวันอาจช่วยจ่ายค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือผ่อนหนี้ในแต่ละเดือนได้
แต่อีกด้านของเรื่องเดียวกันคือ หากรายได้จำนวนนี้กลายเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้สำหรับค่าใช้จ่ายพื้นฐาน
“งานเสริม” ก็อาจไม่ใช่งานเสริมอีกต่อไป
เมื่อหลายประเทศกำลังทดลองหาจุดสมดุล สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่ในไทย แต่หลายประเทศกำลังพยายามออกแบบกติกาที่เพิ่มความคุ้มครองให้ Gig Worker โดยไม่ทำลายความยืดหยุ่นที่เป็นข้อดีของงานประเภทนี้
หลายประเทศกำลังหาจุดสมดุล
- สหภาพยุโรป เดินหน้าผ่าน Platform Work Directive หรือกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการทำงานผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งให้ความสำคัญกับสถานะการจ้างงานและความโปร่งใสของ Algorithm หรือระบบที่แพลตฟอร์มใช้ในการจัดการและตัดสินใจเกี่ยวกับงาน
- สิงคโปร์ ใช้ Platform Workers Act หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้ทำงานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเพิ่มความคุ้มครองด้าน CPF อุบัติเหตุจากการทำงาน และสิทธิในการมีตัวแทน
- ออสเตรเลีย เริ่มพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำสำหรับแรงงาน On-demand หรือแรงงานที่รับงานตามความต้องการของลูกค้า บางประเภท
- อินเดีย กำลังขยายระบบ Social Security หรือระบบหลักประกันทางสังคม ให้ครอบคลุม Gig และ Platform Workers มากขึ้น
แต่ทุกประเทศต้องเผชิญ Trade-off หรือการต้องแลกข้อดีอย่างหนึ่งกับต้นทุนหรือข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่ง ที่คล้ายกัน ถ้ากฎเข้มเกินไป ต้นทุนของแพลตฟอร์มและธุรกิจอาจเพิ่มขึ้น ราคาบริการอาจสูงขึ้น และจำนวนงานอาจลดลง แต่ถ้าความคุ้มครองน้อยเกินไป แรงงานก็ต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดมากเกินไป
ความยืดหยุ่นที่มากขึ้น ต้องมาพร้อมกับความมั่นคง
แรงงานมีทางเลือกในการหารายได้ ธุรกิจปรับต้นทุนได้เร็วขึ้น ผู้บริโภคเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น และเทคโนโลยีช่วยให้คนจำนวนมากเข้าสู่ตลาดที่เมื่อก่อนเข้าถึงได้ยาก แต่ความยืดหยุ่นไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหายไป สิ่งที่เปลี่ยนคือ ความเสี่ยงนั้นถูกแบ่งระหว่างแรงงาน แพลตฟอร์ม ธุรกิจ และภาครัฐอย่างไร
สำหรับไทย ซึ่งมีแรงงานนอกระบบจำนวนมากอยู่แล้ว การเติบโตของ Gig Economy จึงต้องหาจุดสมดุลระหว่าง 3 สิ่ง คือ
- Flexibility หรือความยืดหยุ่นในการทำงาน
- Productivity หรือความสามารถในการสร้างผลผลิตและรายได้
- Security หรือความมั่นคงและการคุ้มครองของคนทำงาน
เพราะหากคนทำงานหลายงานเพราะมองเห็นโอกาส นั่นอาจเป็นข้อดีของตลาดแรงงานที่ยืดหยุ่นขึ้น แต่หากวันหนึ่งคนจำนวนมากต้องทำงานสองหรือสามงาน เพียงเพื่อรักษามาตรฐานชีวิตเดิมไว้
เรื่องที่เราต้องสนใจอาจเปลี่ยนจาก “Gig Economy โตเร็วแค่ไหน?” เป็น “ทำไมงานเดียวจึงไม่พออีกต่อไป?”
ที่มา : Bnomics by Bangkok Bank
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB